Photo by rawpixel on Unsplash

เคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่คนในห้องประชุมเถียงเรื่องเดียวกันติดต่อเป็นระยะเวลา 30 นาทีแล้วไม่ไปไหนไหมครับ?

ส่วนใหญ่ที่ผมเจอ มักจะเป็นเรื่องของ Technical Design ว่าจะไปในทิศทางไหนดี ซึ่งเราก็รู้กันว่าการ Design มันเป็นเรื่องของการ Trade-off หลายๆครั้งมันยากมากที่จะตอบว่าแบบไหนดีกว่า

การตัดสินใจเรื่องนี้ส่งผลกระทบในระยะยาว จึงต้องพิจารณาให้รอบคอบ แต่บางครั้ง เราก็จะเจอสถานการที่คนสองคน(หรือทีมแตกเป็นสองฝ่าย)เถียงกันไม่จบเสียที วนกลับมาประเด็นเดิมซ้ำๆ แย้งกันไปมา ไม่ไปไหน

ยิ่งถ้าประชุมก่อนพักเที่ยง ผมจะหิวข้าว ไปกินข้าวสายนี่ไม่โอเคเลย เรื่องกินเรื่องใหญ่

วันนี้ผมมีวิธีมานำเสนอ ไม่รับประกันว่าได้ผลตลอด แต่เท่าที่ใช้มานี่ได้ผลดีมาก ช่วยให้ผมไม่ต้องไปกินข้าวสายได้หลายครั้ง

0. นี่ใช่ประเด็นที่ควรจะเถียงกันตอนนี้ไหม

ก่อนจะเริ่ม อยากให้เช็คก่อนว่าประเด็นที่เถียงกันอยู่เนี่ย ควรค่าแก่การเถียงหรือเปล่า ลองถามคำถามเหล่านี้ดู

  1. ประเด็นที่ตัดสินใจนั้นคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปของทุกคนรึเปล่า? เป็นเรื่องที่สำคัญจริง หรือแค่เรื่องหยุมหยิม
  2. ถ้าการตัดสินใจในประเด็นนี้ไม่ได้จำเป็นต้องมีทุกคนในห้อง ให้คนบางส่วนแยกออกไปคุยกันนอกรอบให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยมาสรุปให้ทุกคนฟังอีกที
  3. ถ้ารู้สึกว่าเรายังมีข้อมูลไม่พอตัดสินใจ เหตุผลดูเป็นการเดามากกว่าข้อมูลจริง เลื่อนหัวข้อการประชุมไปรอบถัดไป และให้คนไปหาข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจมานำเสนอ

ถ้าผ่านสามข้อข้างต้น แต่การถกเถียงดูไม่มีประสิทธิภาพ ประเด็นก็วนไปวนมา ไม่ไปไหน ถึงค่อยใช้วิธีนี้ครับ

1. หยุดพูด และเริ่มจดสรุปประเด็น

เวลาเราที่เถียงกับคนอื่น เราจะไม่สามารถตั้งใจฟังเขาจริงได้อย่างถี่ถ้วน แค่อีกฝ่ายเริ่มพูด เราก็จะมีเสียงในหัวมาพูดแทรกเพื่อขัดเขาแล้ว

เวลาเถียงกันจริงๆ มันจะเละเทะนัวเนียไปหมด ไม่ได้มีโครงสร้างชัดเจน ใครคิดอะไรเข้าข้างตัวเองได้ก็ยัดเข้าไป รีบพูดแบบไม่ฟังกันเพราะกลัวลืม

เวลามีเถียงกันแบบนี้ เราต้องนิ่ง ตั้งใจฟัง และจดเป็นประเด็นเป็นหัวข้อๆไป ถ้าเราคิดว่ามีเหตุผลที่ดี อย่าพึ่งไปร่วมวงด้วย อย่าพึ่งพูด จดไปก่อน

เพราะถ้าเราเริ่มเข้าวงด้วย เราจะตั้งใจฟังได้น้อยลง เวลาคนเถียงกัน เรามักไม่ได้ถูกขับดันด้วยตรรกกะครับ แต่ใช้อารมณ์มากกว่า

เรามักจะคิดว่าโปรแกรมเมอร์นั้นใช้ตรรกกะในการถกเถียง แต่เชื่อผมเถอะครับ ไม่มีใครหนีความเป็นคนพ้นหรอก เวลาผมเถียงกับคนอื่น ผมก็ไม่ค่อยฟังเค้าเหมือนกัน ยิ่งเรามีประสบการณ์มากเท่าไร อีโก้เราก็โตตามไปด้วย

2. หยุดการโต้เถียงทางวาจา และสรุปประเด็นเป็นตัวอักษร

หนึ่งในสาเหตุที่คนไม่ค่อยยอมฟังคนอื่น เพราะเรารู้สึกว่าเค้าไม่ได้ฟังเรา และไม่เข้าใจมุมมองของเรา

คนส่วนใหญ่ไม่ได้หงุดหงิดเวลาคนอื่นเห็นต่าง แต่หงุดหงิดเวลารู้สึกว่าคนอื่นไม่ตั้งใจฟังเขา

ดังนั้น เราต้องหยุดทุกคนจากโหมด”พ่น” ให้เป็นโหมดฟังก่อน แต่ถ้าบอกตรงๆว่าให้หุบปากแล้วฟัง อันนี้อาจจะเป็นราดน้ำมันบนกองเพลิง ลองพูดแนวนี้ดูครับ

“ผมชอบประเด็นที่ทุกคนยกมามากเลย อย่างเช่นที่สุธีบอกว่าการเขียน End-to-end Testing อาจจะยุ่งยากขึ้นถ้าเราใช้ ​Microservice หรือที่อรุชมองว่าเราสามารถ Release แยกกันได้ ทำให้อัพเดตฟีเจอร์ได้เร็ว…”

สังเกตดูนะครับ ประโยคนี้ใช้วิธีการเรียกชื่อคนที่กำลังถกเถียงกันอยู่ แล้วสรุปให้เค้ารู้สึกว่า “ใครไม่ฟัง ผมฟังอยู่” และผมไม่ได้ฟังธรรมดา ผมจดไว้ด้วย

”…ผมพยายามจดประเด็นข้อดีของทั้งสองทางเลือก ผมอยากจะสรุปลงกระดาน เพื่อเราจะได้เห็นภาพรวม และไม่พลาดประเด็นไหนในการตัดสินใจ”

เสร็จแล้วถ้ามี Whiteboard ก็เอาที่สรุปไว้ไปเขียนเลย หรือตอนนี้ต้องประชุมออนไลน์ ก็ใช้วิธีแชร์หน้าจอเอา

ทำให้สั้นๆและอ่านง่ายหน่อย (แนะนำให้ใช้มาร์กเกอร์สีดำ) เช่นกรณีเถียงกันว่าจะขึ้นระบบใหม่เป็น Microservices ดีหรือทำแบบ ​Monolith โดยแยก Package ก็สรุปเป็น 2 คอลัมน์ ประมาณนี้

ข้อดีของ Microservices ข้อดีของ Monolith แยก Package
เพิ่มเซอร์เวอร์แยกกันได้
ใช้ได้หลายภาษา
เขียน End-to-End Testing ง่าย
แชร์ Common code ง่าย
Blast Radius เล็กกว่า

เขียนเสร็จแล้ว ขอให้ทุกคนหยุดพูดแล้วอ่าน

“อยากให้ทุกคนช่วยเช็คด้วย ว่าผมพลาดประเด็นไหนไปรึเปล่า”

ซึ่งถ้าคุณฟังมาดี จดมาดี ไม่มีพลาดหรอกครับ แต่บางคนอาจจะมีประเด็นใหม่โผล่ขึ้นมา เราก็ฟัง แล้วก็จดใส่เข้าไปให้ครบ อย่าลืมว่าทุกคนต้องการให้มีคนฟังความเห็นของตัวเอง อาจจะกินเวลาเพิ่มหน่อยอีกไม่กี่นาที แต่คุณต้องทำให้ทุกคนรู้สึกว่าคุณฟังทุกคน เราจดครบทุกประเด็นแล้ว

3. วิเคราะห์ทีละประเด็น

การเขียนทุกอย่างลงบนกระดานจะช่วยแยกไอเดียหรือประเด็นการโต้เถียงออกจากตัวบุคคล

เรามักจะผูกอีโก้ไว้กับความเห็นของตัวเอง เวลาที่มีคนไม่เห็นด้วย เราจะรู้สึกว่าคนไม่เห็นด้วยกับเรา ทั้งๆที่เค้าแค่ไม่เห็นด้วยกับ”ความเห็น”ของเรา

ถึงจุดนี้ ทุกคนจะเริ่ม”ฟัง”อย่างจริงจังผ่านการอ่าน ประเด็นที่วิ่งวุ่นในหัวจะได้รับการจัดโครงสร้างชัดเจน ภาพรวมก็จะชัดขึ้น

ถ้ายังตัดสินใจไม่ได้ง่ายๆ เพราะข้อดีของแต่ละฝั่งมันเปรียบเทียบกันตรงๆไม่ได้ บางอย่างอาจจะมีน้ำหนักมาก น้ำหนักน้อย แล้วแต่สายตาของแต่ละคน

หลังจากทุกคนอ่านแล้ว ให้พยายามวิเคราะห์แต่ละประเด็นแยกกัน อันนี้ก็แล้วแต่คนเลยว่าจะวิเคราะห์กันยังไง ผมขอยกตัวอย่างการใช้ Quantify & Context

Quantify คือพยายามทำทุกอย่างให้เป็นตัวเลข เช่น ไอ้เขียน End-to-End Testing ง่ายกว่าเนี่ย มันใช้เวลาเร็วกว่ากี่เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับอีกทางเลือก

Context คือชี้ให้เห็นว่าเรากำลังเอาดีไซน์นี้ใช้กับสถานการณ์ของเรา ไม่ใช่สถานการทั่วๆไป เช่น คิดว่าเราจะมีเซอร์วิสไหนบ้างที่ต้องใช้ Go เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพที่ดีขึ้น โปรดักต์ของเราต้องใช้เวลากี่เดือนกว่าจะถึงจุดที่ต้อง Scale เสร็จแล้วอย่าลืม Quantify ด้วยว่าเร็วขึ้นซักเท่าไร ถ้าเร็วขึ้นเท่าตัว ยัดเซอร์เวอร์เข้าไปอีกตัวนึงเพื่อนใช้เงินแลกเวลาจะคุ้มกว่าไหม

ในแต่ละหัวข้อหยิบมาร์คเกอร์สีเขียวมา เขียนข้อความเติมลงไป เก็บสรุปของแต่ละประเด็นไว้บนกระดาน ไม่งั้นคนจะลืม

ตรงจุดนี้ พยายามระวังการใช้สรรพนาม และคุมอารมณ์ให้ดี ให้แย้งที่ประเด็น เน้นที่เนื้อหา อย่าให้มีอารมณ์เข้าไปเกี่ยว เช่น

“ที่อรุชบอกว่าใช้ได้หลายภาษา แต่เราจะมีเวลาเขียน Go กันเหรอ ถ้ามันช้าจริง ใส่เครื่องเพิ่มหรือ Optimize ด้วยวิธีอื่นก็ได้”

เปลี่ยนเป็น

“ถึงเราจะเลือกภาษาอื่นเพื่อปรับปรุง Bottleneck แต่ด้วยสถานการณ์ของเราที่ลักษณะโปรดักต์ยังไม่แน่นอน และมีทีมพัฒนาแค่ไม่กี่คนที่เขียน Go ได้ ผมเลยรู้สึกว่าข้อดีนี้มีน้ำหนักน้อยกว่าข้ออื่น”

4.เราไม่มีทางตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ 100%

หลังจากพิจารณาครบทุกประเด็น ชี้ให้ทุกคนเห็นว่า เราไม่มีทางตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ 100%

เราคุยกันเรื่องนี้มาเกิน 30 นาทีแล้ว เรามีกัน 7 คน รวมเป็น 210 นาที ผมคิดว่าทั้งสองทางเลือกเป็นทางที่ดี แต่เราไม่มีทางรู้หรอกว่าทางไหนดีกว่า จนกระทั่งเราได้ทำจริงๆทั้งสองทาง ซึ่งนั่นก็เป็นไปไม่ได้

แต่ผมคิดว่าพวกเราได้คิดครอบคลุมกันมากที่สุดแล้ว ต่อให้เราคุยกันนานกว่านี้ เราก็ไม่สามารถทำให้การตัดสินใจดีกว่านี้ได้ ทุกคนเห็นด้วยไหม

จบประโยคนี้ ถ้าไม่มีใครคัดค้าน คุณทำสำเร็จแล้ว จะเสนอให้เลือกทางไหนก็ตามสไตล์ของทีมเลย

จะโหวตกันก็ได้ (ส่วนตัวผมคิดว่าวิธีนี้ไม่เวิร์ค) หรือให้คนที่มีประสบการณ์ในด้านนี้มากสุดตัดสินใจ หรือให้คนที่ต้องนำโปรเจ็คนี้ตัดสินใจ หรือจะบอกไปว่าคุณขอตัดสินใจ ถ้าทุกคนรู้สึกว่าคุณเป็นกลางพอ

สรุปส่งท้าย

นี่เป็นวิธีที่จะทำให้การประชุมรวดรัดขึ้นได้โดยเรายังได้ข้อสรุป(ที่น่าจะ)ดีที่สุด อย่าก็อบไปใช้เป้ะๆนะครับ ดึงแนวคิดหลักๆ และนำไปปรับใช้กับสถานการณ์

ปัญหาหลักของการเถียงกันไม่จบ ส่วนใหญ่ไม่ใช่ปัญหาเรื่องตรรกกะ แต่เป็นปัญหาเรื่องคน ทุกคนหนีความจริง 3 ข้อนี้ไม่พ้น แค่เป็นมากเป็นน้อยกันเท่านั้น

  1. เวลาเราที่เถียงกับคนอื่น เราจะไม่สามารถตั้งใจฟังเขาจริงได้อย่างถี่ถ้วน แค่อีกฝ่ายเริ่มพูด เราก็จะมีเสียงในหัวมาพูดแทรกเพื่อขัดเขาแล้ว
  2. คนส่วนใหญ่ไม่ได้หงุดหงิดเวลาคนอื่นเห็นต่าง แต่หงุดหงิดเวลารู้สึกว่าคนอื่นไม่ตั้งใจฟังเขา
  3. เรามักจะผูกอีโก้ไว้กับความเห็นของตัวเอง เวลาที่มีคนไม่เห็นด้วย เราจะรู้สึกว่าคนไม่เห็นด้วยกับเรา ทั้งๆที่เค้าแค่ไม่เห็นด้วยกับ”ความเห็น”ของเรา

คุณอาจจะเถียงจนเอาชนะอีกฝ่ายได้ แต่ถ้าอีกฝ่ายไม่รู้สึกตกลงด้วยอย่างแท้จริง พอทำงานไปสักพัก ก็จะมีปัญหางอกออกมาอยู่ดี เช่น ไม่ทำตามที่ตกลงกันไว้ หรือทำแบบขอไปที ดังนั้น พยายามคิดเรื่องความรู้สึกของคนในทีมให้มากขึ้น เวลาถกเถียงกันเรื่องพวกนี้